Case Study จัดหนัก สร้างแบรนด์ สร้างแฟน อีคอมเมิร์ซก่อนถูกก็อปปี้ตัดราคาจมดิน

CEO-1404002 Blog Post Feature Image

เมื่อไรที่คุณประสบผลลัพธ์ทางบวกในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าออกมาขาย การให้บริการเฉพาะทาง หรือแม้แต่การเขียนหนังสือ หรือเขียนบล็อกให้คนอ่านฟรีๆ หากสิ่งนั้นได้รับความนิยม พูดถึง บอกต่อ แล้วละก็ คนอื่นๆก็จะเริ่มนำไปประยุกต์ (Adapt) ทำตาม หรือถึงขั้นทำเลียนแบบแบบไม่ต้อง Adapt กันเลย

Jason Fried นักธุรกิจซอฟต์แวร์ บอกว่า…

Great way to protect yourself from copycats, make you part of your product, and service. Inject what’s unique about the way you think into what you sell. Decommoditize your product. Make it something no one else can offer!

Commodity สินค้าที่ใครๆก็มี ก็ทำตามได้

Commodity คือ สินค้าตลาดๆ อาทิ กระปิ, น้ำปลา, กาแฟ, เสื้อยืด, เป้, รองเท้าผ้าใบ ฯลฯ เหล่านี้เป็น Commodity ที่มีอยู่ตามท้องตลาด หาซื้อง่าย รับซื้อ Wholesales มาขายปลีกต่อก็ง่าย สั่งผลิตเองยังได้ไม่ต้องตั้งโรงงานเอง

สภาวะความเป็น Commodity ก็มีอยู่ในบริการเช่นกัน อาทิ บริการตัดผม บริการรับเขียนบทความ หรือเข้ากับกระแสหน่อยก็ บริการเพิ่ม Like หรือ บริการเว็บโฮสต์ ก็แทบจะกลายเป็น Commodity ไปแล้ว ส่วนในงานประจำ งานประเภท แบกหาม เสมียน ธุรการ ทำเอกสารทั่วไป ก็เป็นสภาวะของแรงงาน Commodity

สภาวะของ งานประจำ, บริการ, และธุรกิจ ที่มีความเป็น Commodity เป็นอะไรที่ทั่วๆไปไม่แตกต่าง (Unique), เกิดขึ้นง่าย, และหาใหม่ทดแทนง่าย ส่งผลให้มีอุปทาน (Supply) เยอะและแข่งขันกันที่ราคา ในธุรกิจอินเตอร์เน็ตก็สามารถพบเห็นสภาวะและประสบการณ์แบบนี้ได้ในกลุ่มอีคอมเมิร์ซซึ่งปัจจุบันมีคนก้าวเข้ามารับงานเป็นทั้งผู้ขายส่งและผู้ขายปลีก กระจุกตัวกันอยู่ในประเภทสินค้าเดียวกันกันคือ เสื้อผ้าแฟชั่น> พรีออเดอร์> ดร็อปชิปปิ้ง

ครั้งหนึ่งมันบูมจริง พอมันบูมคนก็แห่เข้าไปทำเป็นบ้าเป็นหลัง คนรุ่นหลังที่เข้าไปไม่ต้องมีแล้วครับเว็บซ้งเว็บไซต์ เปิดเฟซบุ๊คเพจฟรีๆแล้วโพสต์ขายกันไปเลย สินค้าก็ไม่ต้องมีด้วย! เอารูปจาก Wholeseller มาลงๆ มีออเดอร์ค่อยสั่งไปที่ Wholeseller ให้ทำดร็อปชิ้ปให้ ง่ายไหม?…. ง่ายชิบ! แต่ขายได้ไหม ขายไม่(ค่อย)ได้

เพื่อนผมก้าวเข้ามาทำลักษณะนี้หลายคนแล้วก็ก้าวถอยหายไปก็แยะ ลองคิดดูถ้าการเปิดธุรกิจมันง่ายขนาดนี้ คนที่เข้ามาทำมันจะมากขนาดไหน? ปริมาณคนที่เข้ามาขายของออนไลน์มากมายมหาศาล แต่นั่นมันคนละเรื่องกับเม็ดเงินที่จะวิ่งจากกระเป๋าผู้ซื้อไปยังกระเป๋าผู้ขาย การไหลเวียนของเม็ดเงินไม่ได้กระจายไปตามปริมาณผู้ขายที่เพิ่มขึ้น เข้าใจตรงกันนะ! ผู้ซื้อยังคงซื้อสินค้ากับร้านเดิมๆ ที่เป็นแฟนพันธ์แท้และมีแบรนด์ที่ติดใจ

WOW Experience กับ Zappos.com

Zappos.com เป็นร้านอีคอมเมิร์ซสโตร์ที่มุ่งขายรองเท้าแต่เพียงอย่างเดียวในช่วงแรก (ปัจจุบันขายสินค้าแฟชั่นด้วย) ร้านขายรองเท้าในอเมริกามีมากมายกลายเกลื่อน และ Zappos.com ก็ไม่ได้มีสินค้าเป็นแบรนด์ของตัวเอง แต่เขาสร้างวัฒนธรรมการค้าให้กลายเป็นแบรนด์ ที่เรียกว่า WOW Experience ได้แก่

1. 24/7 Call center เทปบันทึกเสียงสะดวกสำหรับเจ้าของกิจการแต่ไม่สะดวกสำหรับลูกค้า หลายเว็บไซต์ในอเมริกาโทรไปเจอแต่เทป อีเมล์ติดต่อบริษัทก็ไปแบบอยู่ในหลืบของเว็บไซต์ Zappos.com เอาจุดอ่อนของบริษัทอื่นมาเป็นจุดเด่นของตนเองโดยการชูบริการสายตรงคุยสดกับคนเป็นๆ ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงโดยแปะเบอร์โทรอย่างเด่นชัดไว้บนหัวเว็บไซต์ของทุกเว็บเพจ

2. พนักงาน Call center คือเพื่อนคู่คิด ไม่ซื้อไม่ขายแต่คุยได้ทุกเรื่อง Zappos.com ไม่ได้จ้องแต่จะขายของ หน้าเว็บไซต์มีการแสดงผลรูปภาพที่สวยงาม รีวิวสินค้า และระบบตะกร้าที่สะดวกดีอยู่แล้ว พนักงาน Call center จึงทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดให้ลูกค้ามากกว่า โทรมาไม่ซื้อของไม่เป็นไรคุยได้ทุกเรื่องแม้แต่เรื่องอกหัก! ผลเป็นไงรู้ไหมครับ คนเอาไปบอกต่อๆๆๆ กันไม่จบไม่สิ้นว่า Zappos.com คุยได้ทุกเรื่อง คนก็จดจำชื่อ Zappos ได้

3. ส่งด่วนใน 24 ชั่วโมง ลองใช้ ใช้ไม่ได้ให้ส่งกลับไปเปลี่ยนฟรีๆ Zappos.com จัดส่งด่วน สั่งวันนี้ ของจะไปจ่อหน้าประตูบ้านของคุณในวันรุ่งขึ้น และเมื่อลูกค้าลองใช้แล้วไม่พอดี ไม่สบาย เปลี่ยนได้ ส่งกลับไปเปลี่ยนฟรีด้วย! ที่ผ่านมาหลายคนอาจบอกว่าสินค้ามี Return บ๊อยบ่อย อาจจะไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้สเป็ก สวมไม่สบาย แต่ก็เป็นการ Return เปลี่ยนฟรีนะ

รองเท้าก็คือรองเท้าอยู่วันยังค่ำ มันเป็น Commodity แต่ Zappos.com ทำการ Decommoditize สินค้าด้วยการบรรจุวัฒนธรรมลงไปในบริการที่มีความแตกต่างและทำให้คนจดจำเป็นเอกลักษณ์ คนจึงไม่ได้เพียงซื้อรองเท้า แต่กำลังซื้อประสบการณ์การให้บริการของ Zappos.com

Slide1 Zappos

กรณีศึกษา The CEO Blogger

แม้จะเป็น Personal Blog ก็ต้องสร้างแบรนด์เช่นกัน ผมเปิด The CEO Blogger ท่ามกลางกระแสเว็บปั่นและ Get rich quick ในโลกออนไลน์กำลังฮ็อต สวน Concept ผมมาส่วนกระแสผ่ากลางว่าไม่เชื่อเรื่อง Get rich quick แต่ผมเชื่อว่า Get rich ได้จริงผ่านการสร้างสั่งสมและพัฒนาหรือประมาณว่า Get rich slowly but sure ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าการสร้างรากฐานที่แข็งแรงต้องใช้เวลาแต่หัวใจสำคัญคือคุณต้องหากินกับ Platform ของตัวเองได้ในระยะยาวและเติบโตอย่างมั่นคง ที่ฝรั่งเรียกว่า Scalable หรือ ขยับขยายได้

Content ของ The CEO Blogger จึงมุ่งไปที่การสร้าง Mindset แบบผู้ประกอบการแต่นำมาใช้ในการทำบล็อก คือ สร้างแฟน สร้างแบรนด์ “Build your tribe” ใส่ใจกับ Target audience แล้วพัฒนาธุรกิจ, สร้างสินค้า, และบริการกระจายไปยัง Tribe ของตนเองซึ่งตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครทำ บล็อกเกี่ยวกับ Internet business จะพุ่งไปที่ SEO กันเยอะมาก ทำให้ Content ของ The CEO Blogger ค่อนข้างแตกต่างจากตลาดในไทย

ต่อมา…ถามว่าเนื้อหาของผมถูกก็อปปี้ไหม? ใช่! ผมถูกก็อปปี้บทความ แต่ก็เอาไปได้เพียงบทความ แต่เอาความเป็น Authority ไปไม่ได้ ได้แก่ หลักการทางธุรกิจที่ผมรับมาโดยตรงจากการทำงานใกล้ชิด CEO คนก็อปปี้เนื้อหาไม่สามารถที่จะให้คำปรึกษากับผู้อ่านด้วยน้ำเสียงของผม  ไม่สามารถที่จะจัดสัมมนาสดได้ เหล่านี้เป็นความ Unique Selling Proposition หรือ จุดขายที่แตกต่างและมีแต่เฉพาะในบล็อก The CEO Blogger เป็นต้น

วิธีสร้างแฟน สร้างแบรนด์ ด้วย Content Marketing

ในอดีต การสร้างแฟน สร้างแบรนด์ ต้องทำผ่านสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ อาทิ การซื้อหน้าโฆษณาในนิตยสาร การซื้อเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์ การจ้างบริษัทการตลาดจัดแคมเปญ เหล่ามีต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูง แต่ในปัจจุบันเจ้าของสินค้าและบริการสามารถผลิตสื่อและนำไปเผยแพร่เองได้แล้ว เช่น การเขียนบทความแล้วนำไปลงในส่วนที่เป็นบล็อกของเว็บไซต์หลัก, การอัพโหลดวีดีโอยูทูปแล้วนำไปแชร์ใน Facebook page ของแบรนด์, การให้ผู้อ่านบล็อกสมัคร Email list รับ Newsletter… จากนั้นก็อาศัยการซื้อโฆษณา AdWord หรือ Facebook Ads เพื่อโปรโมทเว็บลิงค์หรือโพสต์เฉพาะตัวที่อยากจะส่งผู้คนเข้าไป เหล่านี้คือ Content marketing การตลาดผ่านเนื้อหา มีข้อดีหลักๆ 2 ข้อ

Low Cost & Long Term Customer Relationship

Content marketing มีต้นทุนน้อยกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิมและสร้างความสัมพันธ์กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดี การส่งมอบเนื้อหาที่สนุกและมีประโยชน์ในรูปของ บทความ และ วิดีโอคลิป ก่อให้เกิด Brand awareness คือ การจดจำรับรู้ว่าคุณมีตัวตนจากการเสพเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอและไม่รู้สึกว่าเป็นการถูกพยายามจะขายของมากจนเกินไป

SEO Benefits

บทความที่ปรากฏบนอินเตอร์เน็ตจะถูก Google นำไป Index ทำให้ติด Search engine มีโอกาสที่คนอื่นๆจะค้นหาเจอ ตรงนี้เป็นอีกจุดเด่นของการมีส่วนที่เป็นบล็อกไว้ในเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขายสินค้าหรือบริการ เพราะคุณสามารถเขียนบล็อกได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ยิ่งเขียนบล็อกสม่ำเสมอ เว็บไซต์ของคุณก็จะยิ่งมีความเคลื่อนไหว ไม่นิ่ง ไม่ร้าง คนเข้ามาก็เจออะไรใหม่ๆ หากบทความน่าสนใจก็อาจนำไปแชร์ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ได้เป็น Backlink อีกต่างหาก เหล่านี้คือผลดีในแง่ของ SEO ที่จะได้รับจากการตลาดแบบ Content marketing ผ่านทางการเขียนบล็อก

กรณีศึกษาเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Whipping Post

Ryan Barr เจ้าของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ www.whippingpost.com เป็นอดีตพนักงานในโรงงานผลิตเครื่องหนัง เขาได้เรียนรู้ศึกษา งานผลิตเครื่องหนัง การดูแลรักษา ราคาขายราคาทุน ตลาด ฯลฯ และนำความรู้เหล่านี้ไปกำหนด Niche สินค้าที่เขาอยากทำ โดยมุ่งเน้นไปที่เครื่องหนังสไตล์นักดนตรีและทหาร สินค้าของเขามีไม่ถึง 20 รายการแต่ทำยอดขายรวมกันถึง $600,000 ในปีที่ 3 ของการเปิดเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

Ryan Barr สั่งผลิตสินค้าและติดป้ายตราสินค้าของตัวเอง คือ WP (Whipping Post) ทำให้สินค้าของเขามีความแตกต่างจากท้องตลาด บวกกับการโฟกัสที่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะทางทำให้ SKU (Stock Keeping Unit) ของสินค้าไม่ต้องเยอะ มุ่งเฉพาะกลุ่ม มีตลาดเฉพาะตัว ไม่แย่ง ไม่เบียด กับใครมาก และขายได้ในราคาสูง

ด้วยจำนวน SKU สินค้าที่น้อย เขาจึงทุ่มเนื้อที่ของเว็บไซต์ให้กับการแสดงรูปภาพของสินค้าแบบจัดเต็ม รวมไปถึงการทำวิดีโอคลิป แสดงภาพการใช้งานสินค้าให้คนเห็นว่าเวลาใช้สอยสะพายไปไหนๆ มันจะมีลักษณะอย่างไรบนตัวคุณ! โดยรูปภาพสินค้า, วีดีโอคลิป, และข่าวสารต่างๆ ถูกนำมารวมไว้ในส่วนที่เป็น บล็อก และมีการให้สมัคร Email list ด้วย

Slide2 WP01

Whipping Post Home Page

 

Whipping Post Blog Content

Whipping Post Blog Content

 

Whipping Post Email List

Whipping Post Email List

 

กรณีศึกษาเว็บไซต์หลักสูตรออนไลน์ Tree House

ชื่อเหมือนคนด้านบนโดยบังเอิญ, Ryan Carson เจ้าของเว็บไซต์สอนออนไลน์การเขียนโปรแกรมและ Coding www.teamtreehouse.com ด้วยความที่เป็น Digital product จึงเข้าถึงผู้คนได้ทั่วโลกจากปลายคลิ๊ก มี Active user กว่า 5 หมื่นบัญชีสร้างรายได้หมุนเวียนปีละกว่า $8,000,000

Tree House ให้ความสำคัญกับการทำ Content marketing ผ่านบล็อก

1. ผลิตบทความฟรีคุณภาพสูง เนื้อหามีทั้งในรูปของ บทความเขียน และ วิดีโอคลิป เป็นการให้ความรู้และการสอนแนวคิด หลักการ และวิธีทำต่างๆ แบบฟรีๆ และใช้ Feature image ประกอบบทความที่สวยสะดุดตา

2. จัดกิจกรรมเพื่อสร้าง Community หรือ ชุมชนแห่งความสำเร็จ Concept ของ Tree House คือให้ผู้คนเรียนเขียนโปรแกรมและสามารถนำไปใช้สร้างอาชีพของตัวเองได้ จึงจัดให้นักเรียนมีโอกาสเข้าร่วมส่งเรื่องแชร์ Success story ของตัวเองลงในบล็อก

3. จัดกิจกรรม Live webinar กับคุณครูของ Tree House Tree House ใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ด้วยกิจกรรมนัดเจอสดผ่านหน้าจออย่าง Live webinar ให้นักเรียน หรือ ว่าที่นักเรียน ได้พบและพูดคุยถามตอบกับคุณครูของ Tree House

4. ทำการตลาดผ่าน Facebook Tree House เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการรุกหนักบน Facebook page มีการโพสต์ข้อความใหม่ๆ บน Facebook เกือบทุกวัน ข่าวสาร บทความใหม่ ฯลฯ จะถูกโพสต์ลงบน Facebook เสมอ รวมไปถึงซื้อ Facebook ads เพื่อโปรโมทคอร์ส

5. เก็บอีเมล์ลิสต์ ธุรกิจในต่างประเทศดูจะให้ความสำคัญกับการเก็บอีเมล์ลิสต์มาก บนเว็บไซต์ของ Tree House มีช่องสมัคร Email newsletter ไว้เช่นกัน

Tree House High Quality Content

Tree House High Quality Content

 

Tree House Video Content

Tree House Video Content

 

Tree House Live Activity

Tree House Live Activity

 

สรุป

สมาร์ทโฟนอย่าง iPhone เมื่อถูกผลิตออกมาแล้วคู่แข่งสามารถซื้อไปชำแหละและสร้างเลียนแบบได้ แต่ iPhone เป็นมากกว่าสมาร์ทโฟน ไม่ใช่เพราะมันฉลาดที่สุด สวยที่สุด เก๋ที่สุด แต่อย่างใด แต่ iPhone คือ Steve Jobs <> Steve Jobs คือ iPhone เป็นมหาตำนานผู้ก่อตั้งบริษัท Apple แล้วถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งและกลับมาทวงบัลลังค์พร้อมกอบกู้อาณาจักร Apple ผลิตภัณฑ์ของ Apple บรรจุตำนานตัวนี้ลงไปในสินค้า เป็นที่เล่าขานบอกต่อไม่จบไม่สิ้น เป็นที่สุดแห่ง Content marketing ที่ผูกเข้ากับตัวสินค้า ผลิตภัณฑ์ iPod, iPad, iPhone เลียนแบบได้ แต่ Story ของ Steve Jobs เลียนแบบไม่ได้ มันกลายเป็นแบรนด์ และสร้างแฟนที่ภักดีต่อผลิตภัณฑ์ชนิดที่ว่าจ่ายแพงกว่ายีห้ออื่น 2-3 เท่าก็ไม่หวั่น

เหล่านี้คือการสร้างแบรนด์และสร้างแฟนให้สินค้าและบริการของคุณ

เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและบทความสำคัญสำหรับ Blogger และ Internet marketer, สมัครรับข่าวสารฟรีที่นี่ครับ คุณไม่ชอบ Spam ผมก็ไม่เช่นกัน ที่นี่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์และยกเลิกสมัครได้ตลอดเวลา

About Paul Kridakorn

อดีตผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกโมเดิร์นเทรดส่วนงานจัดซื้อและโลจิสติกส์สินค้าต่างประเทศ ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว, ขายสินค้าทั่วประเทศด้วยการตลาดออนไลน์จากโน้ตบุ๊คเครื่องเดียว ปัจจุบัน Re-brand เว็บไซต์ไปเป็น www.ceoblog.co และ Facebook.com/ceoblog.co

One Response to Case Study จัดหนัก สร้างแบรนด์ สร้างแฟน อีคอมเมิร์ซก่อนถูกก็อปปี้ตัดราคาจมดิน

  1. Legendary Pon December 21, 2014 at 8:29 pm #

    สุดยอดครับ แบรนด์นี่มันสำคัญจริงๆ

Leave a Reply

error: Content is protected !!