ทำไมผมจึงลงทุนกับการเขียนบทความ? เจาะลึกกรณีศึกษาและผลลัพธ์จากการผลิตบทความยาวเพื่อ Content Marketing

1508001-4

ปี 2015 มีความเคลื่อนไหวมากมายในชีวิตผมโดยมี The CEO Blogger เป็นแม่สื่อ
ผมได้เจอพาร์ทเนอร์และมีโอกาศร่วมก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่เป็นการเติมเต็มความฝันและความชอบของผมนั่นคือการทำธุรกิจ Information business ต่อมาผมยังได้คอนเนคกับคนเก่งๆ ที่เป็นไอดอล ผมมีโอกาสได้เเจอนักลงทุน VC (Venture capital) ตัวเป็นๆ เป็นการส่วนตัว และผมมีโอกาสได้ออกโทรทัศน์และลงนิตยสาร

เมื่อผมถามพวกเขาว่าพบเจอและสนใจผมจากช่องทางไหนเป็นหลัก คำตอบเดียวกันคือ ‘จาก Blog
Blog กลายเป็นออนไลน์โปรไฟล์ที่แสดงอัตลักษณ์ของคุณ ดึงดูดคนที่คุณต้องการเข้ามาหาโดยที่คุณไม่ต้องออกไปหาพวกเขา สามารถเปิดโอกาสสู่การสร้างอาชีพและรายได้อย่างคาดไม่ถึง

แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ
ผลลัพธ์เกิดขึ้นจากการที่ผมตั้งเป้าในใจที่จะเป็นเว็บไซต์ที่มีบทความทำธุรกิจออนไลน์ที่มีประโยชน์เป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย (เป็นการตั้งเป้าในโลกส่วนตัวของผมเท่านั้นครับ ผมไม่รู้และไม่ได้ตามว่าใครเป็นเบอร์หนึ่ง) จากนั้นผมลงทุนกับเวลาในการผลิตบทความที่มีคุณภาพขึ้นมา โดยหนึ่งบทความผมใช้เวลาเขียนระหว่าง 3-6 ชั่วโมง บางบทความผมใช้เวลาศึกษาเป้าหมายเป็นเดือนและวางแผนการเขียนเบ็ดเสร็จเป็นสัปดาห์กว่าจะเสร็จ มีความยาวเฉลี่ย 1,000-3,000 คำ ยกตัวอย่างบทความเรื่องราวของ Tony Hseih 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ บทความติด อันดับหนึ่ง Google ยาวนานกว่าสองปี แม้ Google algorithm จะอัพเดทวิธีจัดลำดับการค้นหาอย่างไร บทความนี้ก็ยังตราตรึงอยู่บน Search engine และบทความนี้ไม่ว่าผมหรือใครก็สามารถนำไป Re-share ได้เรื่อยๆ ก็ยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเสมอ ภาษาอังกฤษเรียกบทความนี้ว่า Evergreen content หรือ เนื้อหาที่ล้าสมัย

จำเป็นหรือไม่ที่ทุกคนต้องเขียนบทความยาวขนาด 2-3 พันคำ

ขึ้นอยู่กับประเภทและวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์
หากคุณทำเว็บรายงานข่าวทั่วไป เว็บไซต์วาไรตี้ที่ต้องการนำเสนอเรื่องราวที่อ่านง่าย จบเร็ว และเน้นจำนวนของบทความ คุณไม่จำเป็นต้องเขียนอะไรยาวๆ ประมาณ 300-500 คำก็พอ

แต่ถ้าคุณต้องการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ และ Positioning ตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งเพื่อที่จะนำคนไปสู่ตัวธุรกิจ สินค้า และบริการอื่นๆ ของคุณ การเขียนบทความที่มีคุณภาพสูงเป็นสิ่งจำเป็น การเขียนบทความคุณภาพนั่นเองเป็นเหตุให้บทความจบลงที่ความยาวเป็นพันคำ

กรณีศึกษาเชิง Google Search Engine: บทความยาวกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซในภาพรวม

หากคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซขายสมาร์ทโฟน การมี Section ที่เป็นบทความ วิเคราะห์ รีวิว และฮาวทู ที่มีเนื้อหาเชิงลึกคุณภาพสูงช่วยให้คุณแตกต่างจากเว็บไซต์คู่แข่งที่ไม่มีบทความ

ฝรั่งมีการศึกษาว่าลูกค้าออนไลน์จะไม่ตัดสินใจซื้อทันที แต่จะหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับร้านค้าและตัวสินค้านั้นๆ ถ้าเว็บไซต์คุณไม่มีข้อมูล เขาจะไปหารีวิวที่เว็บไซต์อื่นและหากไปเจอเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเหมือนคุณแต่มีรีวิวและเนื้อหาเชิงลึกที่ตอบโจทย์เขาได้ ลูกค้าจะมองว่าเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเป็นมืออาชีพมากกว่าและมีโอกาสตัดสินใจซื้อสินค้าจากเว็บไซต์คู่แข่งในที่สุด

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อคู่แข่งเขียนบทความคุณภาพที่มีข้อมูลเชิงลึก มีรีวิว มีรายละเอียดวิธีใช้งานผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนหนึ่งอยู่บนเว็บไซต์เดียวกับที่เขาขายสินค้าและบริการ เนื้อหาเหล่านั้นมีโอกาสติด Google search engine สูงมาก

เมื่อลูกค้าไม่สามารถหาข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณ เขาจะออกไปหาข้อมูลบน Google search engine และนั่นคือการเปิดโอกาสให้ลูกค้าเจอบทความของเว็บไซต์คู่แข่ง – เพียงหนึ่งบทความเท่านั้นก็เหลือหลายที่จะทำให้ลูกค้าทั้งโลกที่หาสินค้าเดียวกันและด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกันพบเจอเว็บไซต์คู่แข่ง!

กรณีศึกษาเชิง Competition: เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Tee Spring

ceo1508001-3

Tee Spring เป็นเว็บไซต์ที่ผลิตและจัดส่งเสื้อยืด โดยเปิดให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาออกแบบลายเสื้อผ่านทางหน้าเว็บไซต์ ตั้งราคา ตั้งเป้าขาย และนำ Campaign ไปเปิดขาย Pre-order ผ่านทาง Facebook (ฯลฯ ตาความถนัด) เมื่อได้จำนวนตามเป้าจึงค่อยส่งออเดอร์ให้ Tee Spring นำไปผลิตและจัดส่งให้ลูกค้าปลายทาง Tee Spring และคุณมีส่วนแบ่งแบบ Profit sharing กัน

โมเดลธุรกิจของ Tee Spring ช่วยแต่ละฝ่ายไม่ต้องลงทุนเฉพาะหน้าเป็นจำนวนมาก คนอยากขายเสื้อออนไลน์สามารถนำแบบเสื้อไปขาย Pre-order ก่อน ในขณะ Tee Spring ผู้ผลิตก็มีออเดอร์และเงินสดไปผลิตสินค้าส่งตามจำนวนที่สั่งจริง แอบให้อารมณ์ ‘เสือนอนกิน’ นิดๆ สร้างความพอใจแก่ทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างมาก

แต่โมเดลธุรกิจนี้มี Barrier of entry ต่ำมาก กล่าวคือใครมีทุนมีทีมก็ก็อปปี้โมเดล Tee Spring ได้เลย และวิธีที่ Tee Spring ใช้ในการรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจที่ใครก็ก็อปปี้โมเดลธุรกิจได้คือ ‘บทความ

Tee Spring มีการลงทุนมหาศาลกับ บทความ
โดยเปิด Section หนึ่งขึ้นมาเรียกว่า Tee Spring University เป็นมหากาพย์บทความสอนการตลาดออนไลน์เพื่อคนทำ Tee Spring โดยเฉพาะ แบ่งเป็น 5 กลุ่มได้แก่ Find Your Audience, Design Your Product, Tell the World, Advance Training และ Story แต่ละกลุ่มมีบทความย่อยกลุ่มละ 5-23 บทความสอนละเอียดมากชนิดที่ว่าถ้าทำออกมาเป็นหนังสือหรืออีบุ๊คอาจขายดี แต่ทั้งหมดนี้เขาให้อ่านฟรี

การลงทุนกับบทความของ Tee Spring โดยการเปิดส่วนที่เป็น University นี้เองทำให้เว็บไซต์ของเขาแตกต่างและกลายเป็น Expert ในธุรกิจนี้จากสายตาของผู้ใช้งาน

กรณีศึกษาเชิง Statistic: โดยกูรู Content Marketing มิสเตอร์ Neil Patel

theceo1508001-2

Neil Patel เป็นนักธุรกิจซอฟต์แวร์เจ้าของ Crazy Egg และ Kiss Metrics และยังเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์สาย Search Engine Optimization และ Content Marketing ได้รวบรวมสถิติต่างเกี่ยวกับบทความยาวมานำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ

Neil Patel นำสถิติจาก serpIQ analyzed มาขยายความต่อว่าจากกรณีศึกษา 10 อันดับบทความติด Search engine จาก 20,000 คำค้นหาที่นำมาทำกรณีศึกษาพบว่า บทความอันดับ 1 มีจำนวนคำโดยเฉลี่ย 2416 คำ และบทความติดอันดับ 10 มีจำนวนคำโดยเฉลี่ย 2032 คำ

ceo1508001

Image from SerpIQ analyzed (See backlinks above)

มองโดยผิวเผินคนทั่วไปจะตีความว่า Google ชอบ ‘บทความยาว
ข้อเท็จจริงคือ Google ไม่ได้มีความรู้สึกว่า ‘ชอบ หรือ ไม่ชอบ การแสดงผลของ Google เป็นเพียงผลลัพธ์สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภค กล่าวคือ มนุษย์เราเองนี่แหละที่ชอบ บทความยาว

บทความยาว มีเนื้อหาละเอียด ทำให้ผู้คนที่ต้องการเนื้อหาเชิงลึกและอ่านจบรู้สึกว่ามีประโยชน์และยินดีที่จะนำไปอ้างอิงต่อ ได้แก่การให้ Backlinks ลงในเว็บไซต์ เว็บบอร์ด และโซเชียลเน็ตเวิร์ค ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าการจัดอันดับการค้นหาของ Google นั้นนอกจากอาศัย Keywords แล้วยังจำเป็นต้องมี Backlinks ธรรมชาติด้วย – การเขียนบทความคุณภาพสูงจึงเป็น ความ(ไม่)ลับ ที่ทำให้บทความของคุณได้ Backlinks ธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจสร้าง Backlinks ด้วยตัวเอง

Take-Action! วิธีเขียนบทความยาว

ก่อนอื่นผมขอทำความเข้าใจก่อนว่า ‘บทความยาว’ จริงๆคือการเขียนบทความคุณภาพที่มีเนื้อหาเชิงลึกที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านนำไปประยุกต์ปฏิบัติต่อไป มันจึงออกมายาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น! การเขียนบทความยาวจึงไม่ใช่การเขียนไปเรื่อยเปื่อยเพื่อให้ครบจำนวน 2,000 คำ

สำหรับคนที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ธุรกิจ, สินค้า, และบริการ ต้องการใช้ Section ที่เป็น Blog เพื่อเขียนบทความดีๆแก่ผู้อ่านต้องวางเป้าหมายของแต่ละบทความว่าจะให้อะไรแก่ผู้อ่าน

วางแผนหัวข้อหลักและรองให้เสร็จในกระดาษ

การวางแผนเขียนบทความดีๆ มีหลักปฏิบัติคล้ายการเขียนหนังสือสั้นๆหนึ่งเล่ม เริ่มจากตั้งชื่อเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ จากนั้นก็ลิสต์สารบัญเพื่อเป็นเข็มทิศให้คุณสามารถเริ่มต้นเขียนอย่างมีทิศทาง จากนั้นลิสต์หัวข้อย่อยๆที่คุณจะเล่าในแต่ละหัวข้อใหญ่ ให้มีการกำหนด สตอรี่ (Story) ของคุณหรือของแบรนด์เพื่อใช้เกริ่นเรื่องราวก่อนพาคนอ่านเข้าสู่บทความที่มีเนื้อหาเชิงลึก เมื่อได้โครงสร้างบทความทั้งหมดก็เริ่มเขียน

เคลียร์ตารางให้ว่างเพื่อโฟกัสที่การเขียนให้จบ

การเขียนเป็นงานที่ใช้สมาธิและเวลามาก ขอให้เซ็ทเวลาที่จะเขียนและลงมือเขียนอย่างแน่วแน่ ก่อนเริ่มต้นเขียนอาจจะรู้สึกท้อๆ แต่เมื่อลงมือเขียนสักพักจะสนุกจนวางไม่ลง และบทความขนาด 1,000-1,500 คำสามารถเขียนให้จบได้ภายใน 3-6 ชั่วโมง อาจฟังดูนาน แต่เชื่อเถอะว่าคุณจะสนุกจนลืมเวลาและได้บทความคุณภาพสูงเก็บเป็น Asset ของเว็บไซต์ครับ!

About Paul Kridakorn

อดีตผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกโมเดิร์นเทรดส่วนงานจัดซื้อและโลจิสติกส์สินค้าต่างประเทศ ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว, ขายสินค้าทั่วประเทศด้วยการตลาดออนไลน์จากโน้ตบุ๊คเครื่องเดียว ปัจจุบัน Re-brand เว็บไซต์ไปเป็น www.ceoblog.co และ Facebook.com/ceoblog.co
No comments yet.

Leave a Reply